แมนยู แผนลวงโลกที่ควรเลิก

ตอนนี้ข่าวคราวเกี่ยวกับการซื้อขายนักเตะไม่น่าเชื่อว่าแม้จะเป็นตลาดหน้าหนาวที่อาจจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าไร กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย ข่าวการซื้อตัวนักเตะคนนั้นคนนี้ สนใจนักเตะคนนั้น อยากได้คนนี้ อยากย้าย อยากไปมีออกมาทุกวัน หนึ่งในตัวละครสำคัญของหน้าสื่อตอนนี้ก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราขอบอกว่าแผนลวงแบบนี้ควรเลิกได้แล้ว
สารพัดข่าวไม่ได้สักคน
ตลาดหน้าหนาวแบบนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนใหญ่ไม่ค่อยซื้อเท่าไร เนื่องจากซื้อแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก เท่าที่นึกออกซื้อมาแล้วดี ก็ต้องย้อนไปไกลถึงดีลของ วิดีช กับ เอฟร่า สองตำนานกองหลังที่ซื้อมาตลาดหน้าหนาวที่ทำให้แฟนบอลเกาหัวแกร็กๆว่าใครหว่าแต่กลับดีอย่างที่เรารู้จักกันดี ตัดภาพกลับมาตอนนี้มีข่าวซื้อตัวนักเตะเยอะแยะมากมายทั้งในประเทศ ต่างประเทศ สารพัดข่าวมากมาย แต่กลับไม่ได้ใครสักคนมาร่วมทีมเลย เป็นเรื่องที่แฟนบอลชินกันเสียแล้ว
แผนลวง หลอกแฟนบอล
ข่าวอยากตัวนักเตะคนนั้น คนนี้ ที่กำลังฟอร์มดีกับต้นสังกัดต้องบอกว่าตอนนี้มันถูกใช้ในอีกความหมายหนึ่งไม่ได้เกี่ยวกับนักเตะ ทีมฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว แต่ข่าวพวกนี้มีผลต่อแฟนบอลโดยตรง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปล่อยข่าวซื้อนักเตะออกมาแบบนี้ก็เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นของตัวเองมากกว่า พูดง่ายๆว่าเอาข่าวเหล่านี้มาทำให้แฟนบอลตื่นเต้น สนใจทีม แย่งพื้นที่หน้าสื่อ เพื่อกลบความผิดพลาดในสนาม ผลการแข่งขัน ทีม นักเตะ และอีกมากมายที่จะทำให้แฟนบอลเบื่อ 
เอาจริงแผนแบบนี้ บอร์ดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรจะเลิกได้แล้ว เพราะนอกจากมันจะไม่ได้ผล แฟนบอลเค้ารู้ทันหมดแล้วว่าไม่มีปัญญาซื้อใครมาแน่นอน มันยังปิดความผิดพลาดบนสนามไม่ได้เลย ไม่เพียงเท่านั้นการมีข่าวกับนักเตะมากมายไม่ได้หมายความว่าทีมแมนยูเป็นทีมที่ดีใครก็อยากมานะ มันดูเป็นตัวตลกมากกว่า(มีข่าวไปทั่วแต่คว้าใครมาไม่ได้เลย) แม้จะเป็นข่าวทุกวันชิงพื้นที่สื่อมาได้ แต่เป็นตัวตลกแบบนี้ ไม่คุ้มเลยเอาจริงๆ เลิกเหอะ

เจาะประเด็นหลังจบเกม ปิศาจแดง เดือดขยี้ บอยส์ เข้ารอบ 16 ทีม

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลชื่อดัง เอาชนะเข้ารอบได้สำเร็จ หลังจากสามารถยิงคว้าชัยได้ในนาทีที่ 91 ซึ่งการันตีอย่างน้อยแล้วว่าอันดับ 2 แน่นอนแล้วตอนนี้ ส่วน ยังบอยส์ ผู้พ่ายแพ้ ต้องตกรอบไปแล้ว
อย่างน่าเสียดายหลังเพิ่งจะทำได้แค่ 1 คะแนนเท่านั้นจาก 5 นัด จากเกมดังกล่าว มาเจาะดูกันว่ามีประเด็นไหนบ้างที่น่าสนใจในนัดนี้

1. มาร์คัส แรชฟอร์ด” คว้าใจ โชเซ มูรินโญ ยังไม่สำเร็จ
นับตั้งแต่ นักเตะ”โรเมลู ลูกากู” เล่นหลุดฟอร์มไป ดูเหมือนว่าอนาคตของ “มาร์คัส แรชฟอร์ด” จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จากการได้โอกาสลงเป็นตัวจริงบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามศูนย์หน้าวัย 21 ปีคนนี้ก็ยังไม่สามารถ
ฉวยโอกาสนั้นไว้ได้โดยเฉพาะเมื่อเขายังสร้างผลงานอันน่าประทับใจให้ โชเซ มูรินโญ ไม่ได้เลย อย่างเช่นผลงานในเกมนัดนี้ อย่างไรก็ตาม แรชฟอร์ด แสดงให้เห็นถึงความขยันและความเร็วที่ยอดเยี่ยม
ทักษะการพลิกบอลหรือการเลี้ยงบอลที่ทำได้ค่อนข้างดี แต่เขากลับขาดความคมไปเสียดื้อ ๆ เมื่อโอกาสยิงทั้ง 6 ครั้งของเขาไม่มีลูกไหนที่ได้ประตูเลย และตรงกรอบเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น
โดยเฉพาะในนาทีที่ 5 ซึ่งเป็นโอกาสแรกของเขาแล้วในเกมนี้ แต่เมื่อเขาได้บอลจาก “ลุค ชอว์” จนสามารถเข้าไปดวลตัวต่อตัวกับ “ดาวิด ฟอน บัลโมส” แต่เขากลับชิปข้ามคานออกไป เหตุการณ์นี้ทำเอา โชเซ มูรินโญ
อารมณ์เสียตั้งแต่ต้นเกมกันเลยทีเดียว

2. เป็นอีก 1 ครั้งที่ครึ่งแรก  ปิศาจแดง ไม่สามารถทำประตูได้
ถึงแม้ว่าจะ ปิศาจแดง จะครองบอลมากกว่าสัดส่วนที่ 70 ต่อ 30 และโอากสทำประตูก็มากกว่าครึ่งต่อครึ่ง ที่ 8 ครั้ง แต่สุดท้ายแล้วในครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ยังไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งได้
และนับเป็นเกมที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่ครึ่งแรกแฟนบอล ปิศาจแดงไม่ได้ เฮ กันเลย อย่างไรก็ดีประตูสุดท้ายที่พวกเขาทำได้ในครึ่งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน ในเกมที่พวกเขาออกไปเยือน บอร์นมัธ
ซึ่งตอนนั้นผู้ทำประตูก็คือ อ็องโตนี มาร์กซิยาล แต่ในเกมนี้ มาร์กซิยาล เพิ่งมีโอกาสยิงแค่ครั้งเดียวแต่ก็ถูกบล็อกจาก ยังบอยส์ เอาไว้ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีโอกาสบุกแต่อย่างใด
พวกเขาทำได้ดีเลยทีเดียวโดยเฉพาะกองหน้า อย่าง มาร์กซิยาล, แรชฟอร์ด และ ลินการ์ด มีความเร็วในการจ่ายบอลสูง แต่สุดท้ายของพวกเขากลับไม่แม่นเอาเสียเลยโอกาสยิงของพวกเขาจึงน้อยกว่าที่ควร
แถมจังหวะที่ได้ลุ้นประตูก็ยังทำพลาดไปเองอีกอย่างน่าเสียดาย ไม่น่าแปลกใจที่ โชเซ มูรินโญ จะดูหัวร้อนขนาดนั้น

3. โอกาสของ “ฟิล โจนส์” เมื่อกองหลังที่มีผลงานเยี่ยมสุดบาดเจ็บ
การบาดเจ็บของกองหลังที่มีแจ่มที่สุดในของ “วิคเตอร์ ลินเดเลิฟ” เปิดโอกาสให้ “ฟิล โจนส์” ได้โชว์ฝีเท้า ซึ่งถือเป็นโอกาสดี ๆ ของเขา อีกทั้งคู่แข่งเป็นทีมเล็ก ๆ อย่าง ยังบอยส์ เพราะมันทำให้เขาไม่ต้องเจอ
กับความกดดันสักเท่าไหร่ และสามารถทำหน้าที่ในแนวหลังได้อย่างดี ผลงานในครั้งนี้ของเขาก็น่าพอใจอยู่ไม่ธรรมดาทีเดียวสำหรับนักเตะคนนี้ โดยเขาสามารถตัดบอลจากคู่แข่งได้ 3 ครั้ง สกัดจากเท้า 1 ครั้ง
เคลียร์บอลทิ้งอีก 3 ครั้ง และยังเอาชนะลูกกลางอากาศได้อีก 2 ครั้งด้วย  ถ้าหาก ชอว์, ลินเดเลิฟ และ มาร์กซิยาล สามารถพลิกกลับมาจากผู้ที่ถูกลืมกลายเป็นฮีโร่ได้ โจนส์ ก็คงทำได้เหมือนกัน

4. ” ดาบิด เด เคอา” นายประตูมือเหนียวที่ดีที่สุดคนหนึ่ง
ดาบิด เด เคอา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทำไมทีมอย่าง เรอัล มาดริด หรือ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง ถึงกล้าทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อดึงตัวเขาไปร่วมทีม หลังจากพิสูจน์ฝีมือป้องกันประตูแบบเหนียว ๆ ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด
เก็บคลีนชีตได้ในเกมนี้ โดยในนาทีที่ 70 ของเกมการแข่งขัน ยังบอยส์ ได้ลูกเตะมุมที่ฝั่งซ้าย การเปิดจังหวะแรกของพวกเขาโดน เฟลไลนี เคลียร์ออกมาได้ บอลไปเข้าทาง อูลิซิส การ์เซีย ได้ตั้งป้อมยิงจากนอกเขตโทษ
บอลชิ่งไปโดนตัว เอ็มบาบู เปลี่ยนทางจนเกือบจะข้ามเส้นประตู แต่ ดาบิด เด เคอา กลับพุ่งไปปัดได้ทันทีชนิดที่บอลนั้นข้ามเส้นไปแล้วครึ่งลูกด้วยซ้ำ หากไม่มีจังหวะดังกล่าว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะเป็นล้มเหลวได้
ในเกมนี้ก็ได้ และนั่นจะยิ่งทำให้งานของพวกเขายากขึ้นอีก

5. “มูรินโญ” หัวร้อนและกระสับกระส่าย
ไม่น่าเชื่อว่า ปิศาจแดง ในฤดูกาลนี้จะฟอร์มตก ประสิทธิภาพลดลงทั้ง ๆ ที่ทีมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ในการทำประตูอย่างในเกมลีกพวกเขาเพิ่งจะยิงได้แค่ 20 ประตูเท่านั้น น้อยที่สุดในกลุ่มท็อปซิกซ์ด้วยกัน
ในขณะที่เกม แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาเพิ่งจะยิงได้แค่ 5 ลูกก่อนเกมนี้ แถมยังเป็นการยิงไม่ได้ติดต่อกันถึง 2 นัดอีกด้วย เมื่อประกอบกับฟอร์มตกในเกมที่แล้วกับ คริสตัล พาเลซ ที่เปิดบ้านเสมอกันไป 0-0 โชเซ มูรินโญ
ดูจะกระสับกระส่ายเหลือเกินกับผลงานที่ไม่น่าพอใจของลูกทีม และเขานั้นก็เก็บอาการไว้ไม่อยู่ตั้งแต่นาทีที่ 5 ของเกมเมื่อ มาร์คัส แรฟชอร์ด ชิปบอลข้ามคานออกไปทั้ง ๆ ที่กำลังหลุดเดี่ยวอยู่แท้ ๆ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสหลังจากนั้นอีกประมาณ 19 ครั้ง แต่พวกเขาอัดลูกบอลเข้าไปตาข่ายไม่ได้เสียที อีกทั้งยังเกือบจะมาเสียประตูให้ลูกแฉลบของ เอ็มบาบู ด้วย โชคยังดีที่ เด เคอา ยังมีสติพอที่จะปัดออกมาได้
ในที่สุดเมื่อทีมได้ประตูที่ต้องการ มันก็เหมือนกับการยกภูเขาออกจากอกของ  “มูรินโญ” ซึ่เขาแสดงความรู้สึกสะใจโดยการหยิบราวกระติกน้ำของลูกทีมเขวี้ยงไปกับพื้น เหมือนกับจะบอกว่า “ได้สักทีโว้ย”

6. ผลสรุป กลุ่มอี, เอฟ, จี, เอช
กลุ่มอี:
ผลบอล บาเยิร์น มิวนิค 5-1 เบนฟิก้า (ร็อบเบน 13', 30', เลวานดอฟสกี้ 36', 51', ริเบรี 76' – เกดซอน 46')
ผลบอล เออีเค เอเธนส์ 0-2 อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม (ทาดิช 66', 72')
บาเยิร์น กับ อาหยักซ์ เข้ารอบแน่นอนแล้ว รอชิงแชมป์กลุ่มกันอีกที เบนฟิก้า ได้ไปเตะ ยูโรป้าลีก แน่นอนแล้วเช่นกัน ส่วน เอเธนส์ ตกรอบ

กลุ่มเอฟ:
ผลบอล โอลิมปิก ลียง 2-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (กอร์เนต์ 62, 81' – ลาปอร์ต 62', อเกวโร 83')
ผลบอล ฮอฟเฟนไฮม์ 2-3 ชักตาร์ โดเน็ตสก์ (ครามาริช 17', ซูเบอร์ 40' – อิสไมลี 13', ไทซอน 15', 92')
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้ารอบแน่นอนแล้ว และต้องการอีกแค่ 1 แต้มเพื่อคว้าแชมป์กลุ่ม ในขณะที่ ลียง อันดับ 2 จะเจอกับ ชักตาร์ อันดับ 3 ในเกมสุดท้าย ลียง ขอแค่เสมอ
ในขณะที่ ชักตาร์ ต้องชนะเท่านั้นจึงจะได้ไปต่อ ส่วน ฮอฟเฟนไฮม์ ยังมีลุ้นไป ยูโรป้าลีก หาก ชักตาร์ แพ้ แล้วพวกเขาชนะ แมนฯ ซิตี้ ได้ในเกมสุดท้าย

กลุ่มจี:
ผลบอล ซีเอสเคเอ มอสโก 1-2 วิคตอเรีย พัลเซน (วลาชิช 10' – โปรคัซก้า 56', เฮย์ด้า 81')
ผลบอล โรมา 0-2 เรอัล มาดริด (เบล 47', บาสเกซ 59')
เรอัล มาดริด เป็นทีมแรกที่การันตีแชมป์กลุ่มจากการีเฮดทูเฮดเหนือ โรมา อันดับ 2 ส่วน โรมา การันตีอันดับ 2 และพื้นที่ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้วเช่นกัน ด้
าน ซีเอสเคเอ กับ พัลเซน ยังต้องชิงพื้นที่ ยูโรป้า โดยทั้งคู่มีแต้มเท่ากัน แต่ พัลเซน เฮดทูเฮดดีกว่า ถ้าเกมหน้าจบลงด้วยผลเหมือนกันทั้งคู่ พัลเซน จะได้ไป ยูโรป้าลีก

กลุ่มเอช:
ผลบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ยังบอยส์ เบิร์น (เฟลไลนี 90+1')
ผลบอล ยูเวนตุส 1-0 บาเลนเซีย (มานด์ซูกิช 59')
ยูเวนตุส กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เข้ารอบแล้วชิวไปแล้วโดยต้องไปชิงแชมป์กลุ่มในเกมสุดท้าย ซึ่ง ยูเวนตุส ต้องชนะเท่านั้นจึงจะการันตีอันดับ 1
ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด จะคว้าแชมป์กลุ่มในทันทีหากพวกเขาเอาชนะ บาเลนเซีย แล้ว ยูเวนตุส ไม่ชนะ ยังบอยส์ ด้าน บาเลนเซีย ไปเตะ ยูโรป้าลีก แน่นอนแล้ว และ ยังบอยส์ ตกรอบ